โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE)
-
นางประคอง เทพสุริบูรณ์
-
นางอำไพพันธ์ ดำแก้ว
-
นางอารมณ์ ชูเย็น
-
นางพรรณี กุมพัน
-
นางยุพา ยิ้มแก้ว
ความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE) ความว่า โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE) เป็นโครงการที่ต้องการดูแลป้องกันเยาวชนให้ห่างไกลยาเสพติด ต้องพยามยามสร้างมาตรการทางสังคม ในการที่จะช่วยป้องกันปัญหายาเสพติดในวัยรุ่น เนื่องจากยาเสพติดได้เข้ามาชักจูงหรือครอบงำวัยรุ่นได้ง่าย เพราะทัศนะคติที่ถูกปลูกฝังในเด็กเยาวชนว่าแน่หรือเปล่า เมื่อเสพยาแล้วก็จะแน่ จะเท่ จะเป็นแมน จะเป็นคนกล้า การท้าทายกันแบบนี้ทำให้เด็กมีค่านิยมที่ผิดไป เมื่อมีค่านิยมที่ผิด ก็ต้องเปลี่ยนค่านิยมใหม่ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ ในการแก้ปัญหายาเสพติดสำหรับเยาวชนนั้น ต้องสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเข้าใจถึงจิตใจ ความต้องการของเขา เพราะบางครั้งการเกิดปัญหายาเสพติดก็มาจากหลายสาเหตุ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ต้องสร้างความมั่นใจให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง ให้เขาได้สนุกโดยพยายามหากิจกรรมต่างๆมาใช้ เช่น ดนตรี กีฬา สิ่งเหล่านี้ทำให้คนมีสังคม มีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตดี เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรมาร่วมด้วยกัน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดจากสังคมไทย ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ด้วยการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ทุกองค์กร ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และการรวมตัวกันของผู้ที่มีความตั้งใจที่จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จะทำให้เกิดพลังในการร่วมกันป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างเข้มแข็ง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมในโครงการ (TO BE NUMBER ONE) ซึ่งก่อตั้งมานานถึง 18 ปี สนองพระราชดำรัสขององค์ประธานโครงการ (TO BE NUMBER ONE) จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ และสนองพระปณิธาน ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์การรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและสร้างกระแสนิยมที่เอื้อต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 2.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เยาวชน 3.การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยเรือได้ศึกษาข้อมูลการดำเนินงานโครงการ (TO BE NUMBER ONE) ของอำเภอปากพะยูนในอดีตที่ผ่านมาพบว่าการดำเนินงานของชมรม (TO BE NUMBER ONE) ในชุมชนยังไม่ปรากฏชัดเจนในเวทีระดับจังหวัด จึงจัดทำโครงการเพื่อเป็นการศึกษาและสร้างประสบการณ์ทั้งอาสานำร่องให้แก่ชุมชนอื่นๆในฐานะที่มีส่วนในการเป็นองค์กรเสริมด้านสุขภาพภาคประชาชนที่ดูแลสุขภาพจิต สุขภาพกาย และการป้องกันยาเสพติดในชุมชน เห็นว่าควรดำเนินการในเขตพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในปี 2564 ทั้งในชุมชมและสนับสนุนกิจกรรมในสถานศึกษาในพื้นที่ และประสานงานเข้าสู่ในส่วนราชการต่างๆตามรูปแบบและกระบวนการฌฉพาะของโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE) โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านห้วยเรือและโรงเรียนหารเทารังสีประชาสรรค์ซึ่งมีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในคณะทำงานระดับจังหวัดพัทลุง เป็นการตอบสนองประเด็นสำคัญของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ) อำเภอปากพะยูน ทั้งเป็นการยกระดับผลงานและภาพลักษณ์ของตำบลหารเทาให้โดดเด่น
-
เพื่ออบรม/ฟื้นฟูความรู้แกนนำ (TO BE NUMBER ONE) ในชุมชน0.00
1.มีแกนนำ (TO BE NUMBER ONE) ในหมู่บ้าน/ชุมชน/องค์กร เป้าหมาย - แกนนำชุมชน (หมู่ละ 15 คน) จำนวน 3 หมู่บ้าน รวม 60 คน - ตัวแทนครัวเรือนและกลุ่มผู้สนใจ หมู่บ้านละ 30 คน จำนวน 3 หมู่บ้าน รวม 90 คน - ตัวแทนสถานศึกษา และส่วนราชการ จำนวน 20 คน
-
เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีชมรม (TO BE NUMBER ONE)0.00
1.มีชมรม (TO BE NUMBER ONE) ในหมู่บ้าน/ชุมชน สถานศึกษาและหน่วยงานราชการ อย่างครอบคลุม
-
เพื่อให้สนับสนุนให้ชมรม (TO BE NUMBER ONE) มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม0.00
1.ชมรม (TO BE NUMBER ONE) มีสมาชิกตามเกณฑ์ มีคณะกรรมการดำเนินการ มีกองทุน และกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
-
เพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในชุมชน และมีทักษะในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด0.00
1.มีกิจกรรมการ (TO BE NUMBER ONE) ในชุมชน สถานศึกษา หน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง
-
กลุ่มเด็กวัยเรียนและเยาวชน100
-
กลุ่มวัยทำงาน100
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
อบรมฟื้นฟูแกนนำชมรม TO BE NUMBER ONE
กิจกรรมย่อย 1.การประชาสัมพันธ์และการจัดหาวัสดุ/อุปกรณ์ งบประมาณ -ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 200 คน จำนวน 2 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 10,000 บาท -ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 200 คน จำนวน 1 มื้อๆละ 80 บาท เป็นเงิน 16,000 บาท -ค่าตอบแทนวิทยากร 3,600 บาท -ค่าป้ายโครงการ จำนวน 1 ป้าย เป็นเงิน 1,000 บาท -ค่าป้ายประชาสัมพันธ์ จำนวน 3 ป้าย เป็นเงิน 2,400 บาท -ค่าป้ายชมรม/ข้อมูลชมรม 6 ชุด เป็นเงิน 6,000 บาท
1 มีนาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 256439000.00 บาท -
กิจกรรมดำเนินงานชมรม TO BE NUMBER ONE
กิจกรรมย่อย 1.ยุทธศาสตร์การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสร้างกระแสนิยมที่เอื้อต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 2.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เยาวชน 3.การสร้างและพัฒนาเครือข่ายป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ -ค่าวัสดุ/สิ่งพิมพ์ และสื่อต่างๆ 6ชมรมหลัก ชมรมละ 1,000 บาท เป็นเงิน 6,000 บาท
1 มีนาคม 2564 ถึง 30 เมษายน 25646000.00 บาท -
กิจกรรมรวมพลคน TO BE NUMBER ONE
กิจกรรมย่อย 1.ประกวด TO BE NUMBER ONE 2.ประกวด Dancercise 3.ประกวดชมรมประเภทต่างๆ 4.จัดนิทรรศการความรู้และผลงาน งบประมาณ
1.ค่าวัสดุ/ค่าใช้สอย/เงินรางวัล -เวที/สถานที่ เป็นเงิน 3,000 บาท -เครื่องเสียง 3,000 บาท 2.ค่าสัมมนาคุณกรรมการ/วิทยากร -ประกวด Dancercise เป็นเงิน 3,000 บาท -ประกวดชมรมในชุมชน เป็นเงิน 3,000 บาท -ประกวดชมรมในสถานศึกษา เป็นงิน 3,000 บาท -ประกวด TO BE NUMBER ONE IDOL เป็นเงิน 3,000 บาท 3.เกียรติบัตร/เงินรางวัล -กิจกรรมประกวด Dancercise 2 รุ่น เกียรติบัตร 6 ชุด x 150 บาท เป็นเงิน 900 บาท -เงินรางวัลรวม เป็นเงิน 6,600 บาท
-4.กิจกรรมประกวด TO BE NUMBER ONE IDOL เกียรติบัตร 6 ชุด x 150 บาท เป็นเงิน 900 บาท -เงินรางวัลรวม เป็นเงิน 4,800 บาท3 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 256431200.00 บาท -
กิจกรรมการเข้าประกวด/สังเกตุการณ์งานระดับจังหวัด
กิจกรรมย่อย
1.ประกวด TO BE NUMBER ONE
2.ประกวด Dancercise
3.ประกวดชมรมประเภทต่างๆ
งบประมาณ
1.ค่าวัสดุและค่าใช้จ่ายอื่น
-ค่าเช่าเหมายานพาหนะ 6,000 บาท
2.จัดประชุมเตรียมความพร้อม (ครึ่งวัน)
-ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 50 คน จำนวน 1 มื้อๆละ 25 บาท เป็นเงิน 1,250 บาท
3 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 สิงหาคม 25647250.00 บาท
1.มีแกนนำชมรม TO BE NUMBER ONE ครอบคลุมพื้นที่/องค์กรเป้าหมาย 2.หมู่บ้าน/ชุมชน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ มีการจัดตั้ง/พัฒนาชมรม TO BE NUMBER ONE ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม 3.ชมรม TO BE NUMBER ONE มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการ TO BE NUMBER ONE 4.สุขภาพของประชาชนดีขึ้น มีความรัก สามัคคี และสัมพันธภาพที่ดีในหมู่คณะ 5.กลุ่มเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะการป้องกันยาเสพติด
