โครงการกระบวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อเข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission)
-
นายอดิศักดิ์ หลีดินซุด
-
นางวนิดา ศรีริภาพ
-
นางอภิยา เหตุทอง
-
นส.เรวดี บุอีตำ
-
นส.สุกัญญา บูอีตำ
-
ร้อยละผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี31.73
-
ผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่11.00
-
กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน25.58
โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญอันดับต้นๆในเกือบทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยพบว่าในปี 2558 มีประชากรเป็นเบาหวานทั่วโลกประมาณ 415 ล้านคนสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานเกิดได้หลายปัจจัย ที่สำคัญคือสาเหตุจากกรรมพันธุ์ และความอ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีญาติสายตรงคือบิดา หรือมารดา โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะเป็นโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,2551) ปัจจัยเสริมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นได้แก่ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงไขมันในเส้นเลือดสูง ใช้ยาสเตียรอยด์อย่างไม่ถูกวิธี การละเลยต่อภาวการณ์เป็นโรคเบาหวาน ไม่ไปรักษา หรือรักษาไม่ถูกวิธี การดูแลตนเองไม่เหมาะสมด้านต่าง ๆ เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา การรักษาต่อเนื่อง จะส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต เบาหวานขึ้นตา แผลที่เท้า ต้องใช้เวลารักษาที่ต่อเนื่อง และยาวนาน นับเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขทั่วโลกในปัจจุบัน รวมทั้งประเทศไทย สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF)ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกแล้วกว่า 382 ล้านคนและคาดว่าในปี ค.ศ.2035 หากไม่มีการดำเนินการในการป้องกันและควบคุมที่มีประสิทธิภาพ จะมีผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 592 ล้านคน หรือใน 10 คน จะพบผู้ป่วยเบาหวาน 1 คน (สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF ,2558 ) จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราตายด้วยโรคเบาหวาน ต่อ ประชากรแสนคนในปี 2556 ,2557และ 2558เท่ากับ
14.93,17.53และ17.83 ตามลำดับเห็นได้ว่าอัตราตายด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี และจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายในประชากรไทย ครั้งที่ 5 (ปี 2557)พบว่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.8 คิดเป็น 4.8 ล้านคน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานถึงร้อยละ 76.5 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้จากการดำเนินงานในคลินิกโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวังประจันพบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ในปีงบประมาณ 2564,2565และ2566 ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เท่ากับร้อยละ 22.09,14.75 และ23.58ตามลำดับ (จากโปรแกรม HDC) เห็นได้ว่ามีแนวโน้มควบคุมได้มากขึ้นแต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์
-
เพื่อพัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสูุุ่ระยะสงบ0.00
ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ระยะสงบ ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยรายใหม่
-
เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้0.00
ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ร้อยละ 40
-
กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง60
-
กลุ่มวัยทำงาน50
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานอย่างเข้มงวด เพื่อให้นำไปสู่โรคเบาหวานระยะสงบ
กระบวนการดูแลหลักเพื่อนําไปสู่โรคเบาหวานระยะสงบ
โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดเพื่อนํา ไปสู่โรคเบาหวานระยะสงบจะเน้นที่การจัดการด้าน การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย และการออกกําลังกาย เป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน โดยมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยลดน้ําหนักลงได้ ร้อยละ 10-15 โดยปัจจุบันมีหลากหลายแนวทาง ที่มีหลักฐานทางวิชาการว่าสามารถช่วยให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้ โดยในแนวทางนี้จะกล่าวถึง อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํา อาหารพลังงานต่ํา อาหารจากพืช และการอดอาหารเป็นช่วงเวลา และการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด
ค่าใช้จ่าย
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 65 คนๆละ2 มื้อๆละ30 บาทเป็นเงิน 3,900 บาท
- ค่าอาหารกลางวัน 65 คนๆละ1 มื้อๆละ60 บาทเป็นเงิน 3,900 บาท
- ค่าวิทยากร ชั่วโมงละ 500 บาท จำนวน 3 ชั่วโมง เป็นเงิน 1,500 บาทรวมเป็นเงิน 9,000 บาท20 มีนาคม 2568 ถึง 29 สิงหาคม 2568ผู้ป่วยเบาหวานสามารถเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ อย่างน้อยร้อยละ 10 ของผู้ป่วยรายใหม่
9300.00 บาท -
จัดทำโปรแกรมการจัดการตนเองในการรับประทานอาหารแบบจำกัดเวลา
การปรับเปลี่ยนอาหาร
• การเลือกชนิดของอาหารควรคํา นึงถึงความเหมาะสมกับวิถีชีวิต ฐานะเศรษฐกิจ และข้อจํา กัดด้านสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนและปลอดภัย
• ในการปรับเปลี่ยนอาหารควรบริโภคโปรตีน 1.2-1.5 กรัมต่อน้ํา หนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันหรือ 0.8 กรัมต่อน้ํา หนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (ไม่เกิน 1.3 กรัมต่อน้ํา หนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) ในผู้ป่วยที่มีโรคไตเรื้อรัง เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
• ให้รับประทานน้ํา ให้มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันการขาดน้ํา
อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํา (low carbohydrate diet)อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํามี 2 ระดับคือ ระดับต่ํา (low) คือคาร์โบไฮเดรตต่ํา กว่า 130กรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าร้อยละ 26 ของพลังงานต่อวัน และระดับต่ํา มาก (very low) คือรับประทานคาร์โบไฮเดรต 50 กรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานต่อวัน และถ้าปริมาณคาร์โบไฮเดรต 20-50 กรัมต่อวันจะทํา ให้มีการสร้างสารคีโตนขึ้น ถือเป็นอาหารแบบคีโตเจนิค (ketogenic diet) อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํา ช่วยให้ควบคุมระดับน้ํา ตาลในเลือดได้ดีขึ้นและอาจทํา ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้ ช่วยลดน้ํา หนัก ลดความหิว ลดภาวะดื้ออินซูลินลดไขมันในตับและตับอ่อน ช่วยฟื้นการทํา งานของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน ช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ ผู้ป่วยควรได้รับการสอนการนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารและการอ่านฉลากโภชนาการ20 มีนาคม 2568 ถึง 29 สิงหาคม 2568ผู้ป่วยเบาหวานสามารถปรับเปลี่ยนอาหาร ตามโปรแกรมการจัดการตนเองในการรับประทานอาหารแบบจำกัดเวลาได้
0.00 บาท -
พัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน
จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเบหวานในชุมชน ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน อาการ การจัดการอาหาร การออกกำลังกาย แก่ ผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
- ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 44 คนๆละ2 มื้อๆละ30 บาทเป็นเงิน 2,640 บาท
- ค่าอาหารกลางวัน 44 คนๆละ1 มื้อๆละ60 บาทเป็นเงิน 2,640 บาท
- ค่าวิทยากร ชั่วโมงละ 500 บาท จำนวน 3 ชั่วโมง เป็นเงิน 1,500 บาท
รวมเป็นเงิน 6,780 บาท
20 มีนาคม 2568 ถึง 29 สิงหาคม 2568ชุมชน มีความเข้าใจการดูแลแลผู้ป่วยเบาหวานมากขึ้น
6780.00 บาท
ผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดยาได้ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น อสม.และผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้
